บทกลอนภูหินร่องกล้า

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ผมในฐานะหัวหน้าสาขาบรรณฯรุ่น27 ได้ออกอุบายจัดโครงการชวนเพื่อนไปเที่ยว โดบเราโหวตกันอย่างดี เถียงกันจะเป็นจะตาย สุดท้ายก็มาลงเอยที่ ภูหินร่องกล้า

ด้วยความที่หลายคนไม่เคยไป ไอ้พวกเสนอความเห็นอย่างพวกผมจึงต้องไปทำการสำรวจก่อนว่าสามารถรองรับคน40กว่าคนได้หรือไม่ แล้วการเดินทางเป็นยังไง ไกลมั้ย …….ฯลฯ สุดท้าย ผมรวบรวมสมัครพรรคพวกได้อีก 4 คน นั่นคือ ไอ้เบนซ์ ไอ้กั๊ก ไอ้น้อย และไอ้เชี่ยแตงไทย ตกลงว่ามีคนสมัครใจตาย 5 คน

ปัญหาแรกคือ ไอ้ 5 คนนี้ไม่มีใครเคยไปซักคน งานแรกของเราก็คือไปหอสมุดกลางเพื่อหาแผนที่การเดินรถ โดยไอ้กั๊กเป็นผู้รับหน้าที่ เมื่อทุกอย่างพร้อม(หมายถึงมีแผนที่) เราก็ออกเดินทางในเย็นวันศุกร์ โดยให้จ๊ะจ๋าขับรถยนต์ไปส่งที่ บขส. ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ เราตกลงกันว่าจะใช้การโบกรถ จะไม่มีการจ้างรถเด็ดขาด

มันเป็นทริปที่สนุกมาก เป็นประสบการณ์ที่พวกผมยากจะลืม เจอกันที่ไรก็เอามาเล่าทุกครั้ง

หลังจากไปสำรวจเสร็จ ผมได้แต่งกลอนไว้อันหนึ่ง เพื่อเป็นที่ระลึกในการเดินทางครั้งนี้

กลอนที่ระลึกการเที่ยวภูหินร่องกล้าปี46

สักวา ภูหิน ถิ่นแดนเศร้า

ผองเพื่อเรา นัดกันไป ห่างไกลบ้าน

บอกไปแน่ ไปชัวร์ๆ จนรำคาญ

เลยเริ่มงาน สำรวจ เจ็บปวดใจ

 

ออกจากมอ ประมาณ ห้าโมงกว่า

วานจ๊ะจ๋า ขับรถยนต์ ไปส่งให้

เนื่องจากว่า มีฝนตก อยู่รำไร

ทั้งห้าคน ไปด้วยใจ คึกคะนอง

 

คิดไว้ว่า นอนหล่มสัก ซักคืนหนึ่ง

เสียงอื้ออึง ขึ้นรถพี่ ได้เลยน้อง

มีที่นั่ง แน่แน่ พี่รับรอง

เหล่าเพื่อนพ้อง ตกหลุมพราง ไม่วางวาย

 

ได้นั่งเชี้ย อะไร โด่ไอ้สัด

มีแต่ยัด เอาคนขึ้น ไอ้อิ๊บอ๋าย

ต้องยืนเบ่ง เขย่งก้น จนตาลาย

ไอ้อิ๊บอ๋าย ขี้เลยหด หมดเลยกู

 

ถึงชุมแพ ได้นั่งแน่ ไว้ใจได้

เชื่อพี่ชาย เถอะนะน้อง น่าอดสู

เชื่อพี่ชาย เลยได้แต่ ยืนมองดู

โต๊ะกลมกู ก็ถูก มันเอาไป

 

เลยทีนี้ แทบไม่มี อะไรเหลือ

เหมือนสิ้นเนื้อ ประดาตัว กลัวหวั่นไหว

พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ในจิตใจ

แล้วนี่เรา จะทำยัง ไงกันดี

 

จนสุดท้าย ทนไม่ไหว ได้นั่งพื้น

เพราะว่ายืน สิบกว่าโล มาแล้วนี่

โถ่..ภูหิน แดนวิมาน อันฉิมพลี

หน้าเหมือนหมี กว่าจะไป ได้ที่นอน

 

ถึงหล่มสัก เราจะพัก กันที่นี่

รีบเดินปรี่ ไปหาห้อง ด้วยใจร้อน

เดินไม่ไกล ก็ได้เจอ กับที่นอน

สระออน สัมผัสยาก ระอาใจ

 

โรงแรมนี้ พักคืนละ สองร้อยบาท

เราวางมาด พักคนเดียว เปรี๊ยวใช่ไหม

แต่ขึ้นห้อง มาห้าคน บนบันได

แล้วรีบไป หาข้าวกิน เพราะหิวโซ

 

ที่หล่มสัก ตอนนี้ เหมือนเมืองร้าง

สองข้างทาง ปิดไฟหมด เลยโอ้โห

ดูไปมา ช่างคล้ายกับ มุเคนโจ

เรารีบโร่ ระเร่งไป หวังได้กิน

 

ไปเจอร้าน ขายก๋วยเตี๋ยว ข้างถนน

เราห้าคน วิ่งเข้าไป ใจบ้าบิ่น

สั่งก๋วยเตี๋ยว สวาปาม งามเสียจริง

ทั้งห้าลิง ต้องกินไป ด้วยจำเป็น

 

ฟาดไปแล้ว สองชาม ยังไม่อิ่ม

ทั้งห้ายิ้ม ตรงข้างหน้า มีเซเว่น

บรรยากาศ ตอนนี้ นั้นเยือกเย็น

เข้าเซเว่น กินฟุตลอง สบายใจ

 

พอกินเสร็จ เดินกลับห้อง 4ทุ่มกว่า

เพราะทั้งห้า ไม่รู้จะ ไปที่ไหน

ผลัดเปลี่ยนกัน อาบน้ำ ขัดขี้ไคล

แล้วปิดไฟ เตรียมเข้านอน น่าเอ็นดู

 

ผมตื่นมา เมื่อประมาณ ตอนตีสาม

ด้วยครั่นคร้าม หนาวแอร์ หน้าเหมือนหมู

มองไอ้เบนซ์ ไอ้เชี้ยเอ้ย ผ้าห่มกู

ขนลุกซู่ เพราะเพื่อนเอา ผ้าห่มไป

 

ตื่นตอนเช้า เลยเพลีย เสียแทบแย่

เพราะหนาวแอร์ นอนไม่หลับ มันไม่ไหว

ไปตลาด มีคน เยอะบรรลัย

เทียบไม่ได้ กับเมื่อคืน ที่ผ่านมา

 

เดินตลาด ตอนเช้า กันพักหนึ่ง

แล้วก็จึง เดินไป เพื่อจะหา

บ.ข.ส ที่ขึ้นรถ ตรงไหนหว่า

อีกไม่นาน รถก็มา ไปบ้านแยง

 

ลงบ้านแยง ตรงทางแยก เข้าหมู่บ้าน

กะคร่าวๆ คงประมาณ ล้านปีแสง

ถ้าให้เดิน ไปภูหิน คงหมดแรง

มีรถแซง ขับผ่านไป และผ่านมา

 

พวกเราเลย คิดค้น ไอเดียได้

โบกรถไป ภูหิน ดีไหมหวา

ก็ต้องโบก รถไป ดิอ้ายห่า

เมื่อเวลา 10โมงเช้า จำติดใจ

 

โบกสองเที่ยว กว่าจะถึง ตรงทางเข้า

ใจเริ่มเศร้า รถไม่มา น่าหวั่นไหว

พอดีเจอ ลุงยาม สบายใจ

แกโบกให้ เลยได้ขึ้น กันซักที

 

คนขับรถ จริงๆแล้ว ไม่อยากขึ้น

แต่ก็ขึ้น ไปส่งให้ ถึงบนนี่

โชคของเรา ที่เจอแต่ คนใจดี

ขอบคุณพี่ คนขับรถ ที่เมตตา

 

แต่ไฮไลท์ มันอยู่ ที่ลูกเขา

ถูกใจเรา ให้รากเลือด เชียวพับผ่า

ช่างน่านัก เวรี่กู๊ด สะดุดตา

ลิงทั้งห้า แอบมองสาว สบายใจ

 

ขึ้นมาถึง บนภูหิน ดังใจหมาย

เราเลือกได้ บ้านพัก ที่เหมาะสม

ต่างล้างหน้า เตรียมตัว เที่ยวเดินชม

ธรรมชาติ สายลม อันเย็นตา

 

ทางที่เดิน ค่อนข้างคด และลดเลี้ยว

เหนื่อยจริงเชียว เหมือนขึ้นเขา นั่นล่ะหนา

บัดเดี๋ยวสูง บัดเดี๋ยวต่ำ จำติดตา

เราทั้งห้า ย่ำต๊อกไป ใจเบิกบาน

 

แต่เราก็ เบิกบานอยู่ เพียงครู่หนึ่ง

ชักเริ่มซึ้ง ไม่สนุก ไม่ค่อยหวาน

ยังไม่เจอ จุดท่องเที่ยว น่ารำคาญ

แต่เพื่องาน สำรวจเรา ต้องทนไป

 

เดินขาลาก กว่าจะถึง ตรงจุดแรก

นั่งอ้วกแตก เหมือนรถดับ น่าใจหาย

หัวเทียนห่าง ยางแฟบ แหนบตาย

ไดร์ไม่จ่าย ไฟไม่ช๊าต สต๊าร์ทพัง

 

เบรกสะบัด ครัชเสีย เกียร์หลุด

เพลาสะดุด ต่างๆ เป็นบ้าหลัง

นั่งมองหน้า ต่างนึกปลง อนิจจัง

มรณัง ทุกขัง อนัตตา

 

ตรงจุดแรก เป็นน้ำตก ไม่ค่อยใหญ่

มองๆไป ระดับน้ำ สูงแค่ขา

ไอ้แตงบอก เล่นไม่ได้ เสียเวลา

เลยมุ่งหน้า ไปที่อื่น ในทันใด

 

จากที่แรก เราเดินหา จุดที่สอง

หันเหลือบมอง แผนที่ว่า อยู่ตรงไหน

ระยะห่าง สามสี่โล น่าตกใจ

มาถึงนี่ แล้วยังไง ก็ต้องเอา

 

จุดที่สอง จุดนี้ แหละพี่น้อง

จุดสยอง สยึ๋มกึ๋ย ของภูเขา

อุปมา เหมือนลูกไก่ อยู่ในเตา

แต่พวกเรา ไม่ได้หวั่น อันตราย

 

ที่ไม่หวั่น อันตราย เพราะไม่รู้

ก็พวกกู ดันโง่เอง ไปเชื่อป้าย

เลยโดนหลอก ให้ลงเหว จนเกือบตาย

น้ำตกนี้ ทำผู้ชาย น้ำตาริน

 

ป้ายน้ำตก ภราดร อยู๋ข้างหน้า

เราทั้งห้า วิ่งใส่เหมือน เจอทรัพย์สิน

ลอยละล่อง เหมือนนกน้อย กำลังบิน

สระอิน สัมผัสยาก กลอนไม่ไป

ป้ายน้ำตก บอกทางลง 400เมตร

ไอ้แม่งเยส 400เมตร ใช่ที่ไหน

400โล พวกกูยัง ว่าน้อยไป

ทางที่ลง มันไกล ลึกจริงๆ

 

ฝนก็ตก ทางก็ชัน มันลำบาก

แต่ถ้าหาก เราท้อ คงหมดสิ้น

นึกถึงเพื่อน เหมือนได้ยา แอสไพริน

จับก้อนหิน แล้วค่อยๆ ไต่ลงไป

 

ลงไปได้ ถึงครึ่งทาง รึยังหว่า

อารายว้า มีแต่หิน ชักฉงน

ไต่ลงไป ลงไปอีก ลงไปจน

ได้ละออง สายฝน เย็นชื่นใจ

อ๋อที่แท้ มันเป็น ละอองน้ำ

พวกเราจ้ำ ลงต่อ ถึงที่หมาย

ลงได้อีก แต่ไม่ลง ชักกลัวตาย

แล้วหยิบกล้อง มาถ่าย รูปหนึ่งใบ

 

ไอ้เบนซ์ชี้ ลงไปอีก ไม่ได้หรือ

แตงโบกมือ สั่นศรีษะ บอกไม่ไหว

ลงน่ะได้ แต่ตอนขึ้น ทำยังไง

หัวใจวาย แถวนี้ แน่แน่มึง

 

เราทั้งหมด เถียงกันอยู่ ซักครู่หนึ่ง

แล้วก็จึง ปีนขึ้น ไต่หินผา

อย่าอยู่เลย ภราดร เสียเวลา

ที่ต่อไป มุ่งหน้า ผาชูธง

การจะไป ผาชูธง ต้องเดินกลับ

แค่เดินมา ก็จะหลับ แล้วครับผม

แล้วนี่ยัง เดินกลับอีก จะเป็นลม

แต่เพื่อเพื่อน พวกเราคง สู้แค่ตาย

 

ถึงทางเข้า ด้านหน้าป่า ฮากันอีก

ก็รองเท้า แตงไทยฉีก เดินไม่ได้

เลยเดินไป ซื้อรองเท้า กับคุณยาย

ที่นั่งขาย ของระลึก อยู่หลายคน

ได้รองเท้า คู่ใหม่ ไวกว่าเก่า

เดินตัวเบา อยู่คนเดียว ไอ้อิ๋บอ๋าย

ถึงโขดหิน ก้อนบะเริ่ม ใหญ่มากมาย

เลยหยิบกล้อง จะมาถ่าย รูปหนึ่งใบ

 

พี่แตงไทย โชว์เสต็ป เทพสุดๆ

กระโดไต่ อุตลุด ปีนขึ้นได้

เรียกพวกพ้อง ปีนขึ้นมา ง่ายจะตาย

วิวบนนี้ ควรจะถ่าย มันสวยดี

 

อนิจจา ก้อนหินนี้ มีตะไคร่

ทั้งสี่คน กระโดไต่ กันเต็มที่

ร่วงกันบ้าง ลื่นกันบ้าง ไม่เข้าที

หน้าเหมือนหมี กว่าจะได้ ไปถ่ายวิว

 

ขึ้นมาเสร็จ เราเก๊กหล่อ รอถ่ายรูป

เป็นกล้องฟิล์ม ราคาถูก ขี้ประติ๋ว

ไอ้น้อยบอก อย่าถ่ายรูป ให้ถ่ายวิว

เอาให้พริ้ว เพื่อนจะได้ มาเที่ยวกัน

 

ลิงทั้งสี่ ซึ้งความ ตามไอ้น้อย

ฟังจากถ้อย คำแถลง ช่างสร้างสรรค์

มาสำรวจ ไม่ได้มา เที่ยวเอามันส์

ถ่ายรูปเรา ทำไมกัน ให้มากมาย

ลงจากหิน พวกเราก้อ เดินทางต่อ

ไม่รั้งรอ เพื่อให้ถึง ยังที่หมาย

ดูแผนที่ ลานหินปุ่ม อยู่ไม่ไกล

กำลังใจ เริ่มจะมา ท่าจะดี

 

จนสุดท้าย เราเข้าใกล้ ลานหินปุ่ม

เหมือนโดนฉีด เซรุ่ม ปนดีหมี

อภิรัก วิ่งนำก่อน ในทันที

แล้วตะโกน บอกทางนี้ เว้ยพวกเรา

 

พอเจอลาน หินปุ่ม กลุ่มเราหยุด

มองไปไกล เห็นที่สุด แนวภูเขา

เหมือนทั้งโลก อยู่ภายใต้ ฝ่าตีนเรา

สวยจริงๆ ไม่ใช่เบา เราชอบกัน

กัมปนาท อยากชะโงก ดูหน้าผา

แบงค์ร้องอย่า ลมมันแรง อาจพลิกผัน

เกิดโงนเงน แล้วพวกกู คว้าไม่ทัน

ตกลงไป ก็จบกัน มันส์กระจาย

 

เรานั่งพัก ลานหินนี้ กันนานมาก

เพราะว่าเรา ไม่อยากจาก ไปที่ไหน

ลมก็เย็น วิวก็สวย มันโดนใจ

ขอนั่งเล่น ก่อนได้ไหม ซักแป๊บนึง

 

ไอ้แตงบอก รีบไป กันดีกว่า

มึงดูฟ้า ถ้าเกิดค่ำ คงจะแย่

เจ้าหน้าที่ ก็ไม่มี ช่วยดูแล

ตายแน่ๆ ถ้ามืดก่อน นอนกลางดิน

 

รีบเดินทาง กันหัวทิ่ม ริมหน้าผา

เพราะว่ากลัว เวลา จะหมดสิ้น

เรากึ่งเดิน กึ่งวิ่ง และกึ่งบิน

สระอิน ลงไม่ได้ ผ่านไปเลย

 

เดินไปเจอ กิ้งกือยักษ์ ตัวบักใหญ่

ลายสีแดง ภูเขาไฟ ขนลุกซู่

ไอ้เชี่ยเอ้ย เอามันไป ไกลๆกู

ฟู่ฟู่ฟู่ น้อยเขี่ยให้ ไปซักที

ถึงหน้าผา ชูธง หกโมงได้

อยู่แป๊บเดียว ก็เดินไป ไกลริบรี่

เจอสุสาน นักรบ พบซักที

หน้าเหมือนหมี ไม่เห็นมี อะไรเลย

เดินเรื่อยๆ เราออกป่า มาจนได้

เจอปืนใหญ่ ยิงจรวด แม่งโคตรเท่ห์

พอจะถ่าย กับปืนใหญ่ ไม่โอเค

กล้องมันเก๊ ถ่ายไม่ติด เซ็งจิตเรา

 

เลยเดินกลับ ไปที่พัก ของเราก่อน

เป็นห้องนอน ในบ้านไม้ บนภูเขา

มีน้ำอุ่น ค่อยยังชั่ว กันหน่อยเรา

เพราะบนเขา อากาศหนาว ทั้งก่ะปี

 

พวกเรานอน กันประมาณ หนึ่งทุ่มกว่า

ตื่นเช้ามา ก็เจอหมอก เต็มพื้นที่

ขาวไปหมด เหมือนในถ้วย กล้วยบวชชี

เรารีบปรี่ ไปหาข้าว มากินกัน

 

กินข้าวเสร็จ นึกขึ้นได้ ชิบหายแล้ว

คงไม่แคล้ว ต้องเดินลง อย่าสงสัย

ไม่มีรถ นี่หว่า ทำยังไง

ต้องอาศัย การโบกรถ กันเหมือนเดิม

 

คิดเสร็จปุ๊บ ก็โชคดี เหมือนผีเข้า

เจ้าหน้าที่ มาชวนเรา ลงไปด้วย

มีรถกลับ แล้วพวกเรา ไม่ต้องซวย

เลยติดรถ ลงไปด้วย ไม่อยากเย็น

 

การเดินทาง ก็คงหมด จบเท่านี้

แต่ยังพี่ ยังไม่หมด ไอ้เรื่องเล่า

อยู่ดีๆ รถก็จอด อย่างแผ่วเบา

เกิดอะไร วะพวกเรา ลงไปดู

 

ลงไปปุ๊บ สิ่งที่เจอ คือทางขาด

น่าอนาถ ใจจริงหนอ เที่ยวภูเขา

เจอแต่เรื่อง ให้ปวดหัว เข้าเต็มเปา

แล้วพวกเรา ก็เลยชวน ลงไปดู

 

ลิงทั้งสี่ ลงไป เหลือไอ้แบงค์

ไม่แข็งแรง เพราะว่ามัน นั้นปวดขี้

ถ้าขยับ คงออกมา ในทันที

หน้าเหมือนหมี อยากลงไป ดูเส้นทาง

 

ภาวนา อยู่ซักพัก ขี้ก็หยุด

พุทธังอุด ธัมมังอุด หยุดได้ไหม

เริ่มหายปวด จึงออกมา ในทันใด

เจอทางขาด ตกกะใจ ไม่เชื่อตา

 

นี่กูเป็น อินเดียน่า โจนส์หรือนี่

ทั้งทางขาด ทั้งปวดขี้ ไรหนักหนา

มีรถบัส ตรงทางขาด เห็นกะตา

คนเยอะแยะ กำลังมา เพื่อช่วยกัน

 

ฝนก็ตก พอพรำๆ ให้จำต่อ

คนมาช่วย กันยกล้อ เสียงอึ่งมี่

เดี๋ยวเข็นซ้าย ย้ายไปขวา สามัคคี

แต่ล้อรถ ติดหล่มนี่ เลยไม่ไป

 

ไอ้น้อยหัน มาปรึกษา กับเพื่อนพ้อง

เฮ็ยกูเริ่ม ท้องร้อง จะไม่ไหว

ทั้งไอ้เบนซ์ ไอ้กั๊ก ไอ้แตงไทย

ตกลงกัน ว่าจะไป เดินตามทาง

 

คิดกันแล้ว จึงเดินอ้อม จากทางขาด

เดินอืดอาด เพราะว่าเปียก แถวโคนขา

ฝนมันตก ดินมันเหลว เหมือนน้ำยา

แต่ทั้งห้า ยังมุ่งไป ในหนทาง

 

ขึ้นมาได้ พวกเราก็ ขอโบกรถ

หน้าเหมือนมด ไม่มีใคร ให้เรานั่ง

เดินไปต่อ จนร้องเท้า เราแทบพัง

ถึงได้เจอ ความหวัง ได้นั่งท้าย

 

รถมาส่ง ตรงศาลา แถวทางเข้า

พรรคพวกเรา จึงนั่งพัก กันง่ายๆ

แต่ละคน ดูสภาพ เหมือนคนตาย

แล้วตรวจของ ลืมอะไร กันมั้ยเรา

 

นั่งรอรถ 10นาที ไม่มีผ่าน

แตงไทยนึก ถึงการบ้าน ขึ้นมาได้

โทรสับ หาเพื่อนอ้อม ในทันใด

ทำการบ้าน ให้ได้มั้ย อ้อมใจดี

 

ผมได้ยิน เสียงก่นด่า มาตามสาย

ไม่ต้องบอก ว่าอะไร ใช่มั้ยพี่

อ้อมอวยพร ให้เจริญ เดินทางดี

ให้มีสุข ตลอดปี ชั่วนิรันดร์

 

หลังจากโดน เพื่อนด่า ไม่น่าเชื่อ

รถผ่านมา เหลือเฟือ ช่างสุขสรรค์

โบกรถได้ คันหนึ่ง รีบขึ้นกัน

แล้วฉับพลัน รถก็พา ไปบ้านแยง

 

ลงบ้านแยง น้อยรีบเข้า ร้านอาหาร

มีแต่ร้าน ขายส้มตำ ของแสลง

เราเลยสั่ง ข้าวไข่เจียว มาเอาแรง

ให้คุณป้า ร้านข้าวแกง รีบไปทำ

 

แต่คุณป้า ทำอาหาร นานไปหน่อย

สุดรอคอย ข้าวไข่เจียว ยังไม่ได้

ทั้งรอข้าว ทั้งรอรถ กังวลใจ

ว่าอะไร มันจะมา ถึงก่อนกัน

 

แล้วคุณป้า ก็เอาข้าว เรามาเสริฟ

ทั้งห้าเปิด ขวดซอส กันเต็มที่

เหยาะแม็กกี้ พริกไทยหน่อย อร่อยดี

ทันใดนั้น ไอ้แตงชี้ นี่รถเรา

 

โกลาหล กันสิครับ นาทีนี้

พึ่งจะเหยาะ แม็กกี้ ซอสภูเขา

ยังไม่ได้ แดกไรเลย ทำไงเรา

เอาไม่เอา ไปไม่ไป ใครบอกที

 

ผลสุดท้าย ตัดสินใจ ไปกับรถ

เราไม่อด อาหาร เพราะไม่เขลา

กำไข่เจียว เอาไว้ ในมือเรา

แล้วก็เอา มานั่งกิน ไปตามทาง

 

หลังจากนี้ คงไม่มี ไรต้องเล่า

เพราะพวกเรา ก็กลับมอ ถึงที่หมาย

จึงสิ้นสุด การเดินทาง ฮากระจาย

พบกันใหม่ ในภายหน้า ขอลาเอย………….

Advertisements

One Response to บทกลอนภูหินร่องกล้า

  1. Thanaporn พูดว่า:

    เจ๋งดีค่ะ วิวสวยดีนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: